คลังเก็บ

คลังเก็บสำหรับหมวดหมู่ ‘ทั่วไปๆ’

พูดถึงข่าว : ‘Thaiflood’ประกาศ!ถอนตัวแตกหัก’ศปภ.’

ตุลาคม 22nd, 2011 admin ไม่มีความเห็น

นายปรเมศวร์  มินศิริ  ผู้ก่อตั้งเวปไซด์ www.thaiflood.com  เป็นการทำงานของภาคประชาชนที่ร่วมกับศูนย์ ศปภ. มาตั้งแต่แรก  ได้ประกาศขอถอนตัวจากศูนย์ ศปภ.ที่ดอนเมือง โดยให้เหตุผลว่าคงไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่ต่อเพราะถูกกีดกั้นด้านข้อมูล  และ ศปภ.ไม่ยอมรับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ถึงขนาดมีการโทรศัพท์มาขอเซ็นต์เซ่อร์ข้อมูลก่อนที่จะแถลงข่าว

นอกจากนี้ยังเห็นว่า การบริหารจัดการที่ไม่เป็นเอกภาพ  ไม่มีการแจ้งข้อมูลต่อประชาขนอย่างเป็นระบบ เพื่อรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ทำให้กลุ่ม Thaiflood ต้องขอแยกตัวจาก ศปภ. ไปยังตึกสำนักงาน “ไซเบอร์เวิร์ล” ที่รัชดา พร้อมเตือนว่าภัยธรรมชาติเมื่อบวกกับการบริหารจัดการที่ไม่เป็นระบบก็จะกลายเป็นภัยพิบัติ

เหตุการณ์ที่ Thaiflood ได้ตัดสินใจ ไม่รวมงานกับ ศปภ. คือการที่Thaiflood ออกแถลงการเตือนสถานการณ์น้ำท่วม กทม. ออกไป  กลับมีการโทรศัพท์จากภาครัฐบาลเข้ามาแสดงความไม่พอใจ  อยากให้ปรับเปลี่ยนท่าทีในการออกแถลงการณ์  เช่นข้อมูลบางอันก็ขอให้ส่งผ่าน ศปภ. ก่อนที่จะมีการนำเสนอ  ซึ่งตนบอกว่าทำไม่ได้  เพราะยามวิกฤติประชาชนกำลังรอข้อมูลเพื่อความอยู่รอด  แต่ศปภ. จะเอาข้อมูลไปกรองก่อน ตนเกรงว่า ข้อมูลอาจถูกบิดเบือนได้ เพราะมีความพยายามจะขอเซ็นต์เซ่อร์ข้อมูลของ Thaiflood

อย่างไรก็ตาม เราพยายามเตือนประชาชนด้วยข้อเท็จจริง  ไม่ใช้คำที่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก  แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของการให้ข้อมูลจริงที่นำไปสู่การตัดสินใจได้

สิ่งที่ประชาชนไม่เคยได้รับคือมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐในการรองรับปัญหา  เช่นมีการประกาศแผนอพยพ  แต่ไร้แผนรองรับ  ทั้งที่ควรจะบอกชัดเจนก่อนว่าให้อพยพไปไหน  ไม่ใช่อยู่ ๆ น้ำเข้ามาแล้ว  ผู้คนแตกตื่นแต่ไม่รู้ว่าจะต้องอพยพไปไหน

“วานนี้ (21 ต.ค.) นายกฯ แถลงว่าจะปล่อยน้ำให้ระบายผ่าน กทม. เราก็อยากฟังแผนการระบายน้ำเพื่อที่จะได้ช่วยคิดช่วยทำ  แต่ ศปภ.กลับแถลงแค่ขอเครื่องสูบน้ำจากภาคเอกชน  ผมเองยังเคยเสนอแผนการระบายน้ำอย่างเป็นระบบที่คลองเปรม ฯ มาแล้ว  ก็เห็นว่าที่ประชุม ศปภ. เอาไปพิจารณาและเอาไปทำ  ผมก็อยากจะเห็นแผนในลักษณะเดียวกันออกมาจากรัฐบาล  ผมไม่อยากเห็นเพียงว่าพอแก้ปัญหาไม่ได้เพราะไม่เป็นระบบ  สุดท้ายก็มาพูดแค่ว่าเราได้ทำเต็มความสามารถแล้วเท่านั้น”  ผู้ก่อตั้งไทยฝลัดกล่าว

ต่อข้อถามว่าคาดการณ์ว่าคน กทม. จะพบกับอะไรในอนาคตภายใต้การบริหารจัดการของรัฐแบบนี้นั้น  นายปรเมศกล่าวว่า  ภัยธรรมชาติขนาดใหญ่ที่ยังมาไม่ถึง  เมื่อบวกกับการบริหารจัดการที่แย่มันก็จะกลายเป็นภัยพิบัติ

ขอเอาข่าวนี้มาพูดถึงหน่อยล่ะกันน่ะครับ  สำหรับข่าวนี้จุดที่ผม ขึ้นตัวอักษรเป็นสีแดงนั้นผมต้องการเน้นให้คนที่อ่่านได้จับใจความได้ง่ายขึ้นน่ะครับ ข่าวนี้ได้แสดงให้เห็นว่า ศปภ. ยังทำอ่ะไรหลายๆอย่างแบบไม่มีระบบระเบียบ และ ยังคงมีการไม่เผยแพร่ข้อมูลหลายๆอย่างให้แก่ประชาชนได้รับรู้ถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับ วิกฤษน้ำท่วม ครั้งนี้ < จะโดนข้อหามิ่ประมาณ ป่าวอ่ะเนี่ย >  และจากข่าวนี้ยังแสดงให้เห็นว่าหลายๆอย่างของการช่วยเหลือน้ำท่วมครั้งนี้ และ การทำงานของ ศปภ. เอ๊ง ยังคงมีการทำงานกันแบบ เกมการเมือง จากส่วนหนึ่งของข่าวที่กล่าวไวว่า  เหตุการณ์ที่ Thaiflood ได้ตัดสินใจ ไม่รวมงานกับ ศปภ. คือการที่Thaiflood ออกแถลงการเตือนสถานการณ์น้ำท่วม กทม. ออกไป  กลับมีการโทรศัพท์จากภาครัฐบาลเข้ามาแสดงความไม่พอใจ  อยากให้ปรับเปลี่ยนท่าทีในการออกแถลงการณ์   ซึ่งนี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ศปภ.  ทำงานกันยังไง

บางท่านอาจคิดว่าผมฟังความข้างเดียว…. ผมพร้อมที่รอคำแก้ต่างจาก ศปภ. เสมอครับและพร้อมที่จะกลับคำพูดตัวเองถ้ว ศปภ. มีข้อมูลที่เชื่อถือ และ อยู่บนความเป็นจริง

 

ขอขอบคุณข่าวจาก  bangkokbiznews.com

นำ้ท่วม VS การเมือง

ตุลาคม 18th, 2011 admin ไม่มีความเห็น

นำ้ท่วมปีนี้ถือได้ว่าเป็นน้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งของประเทศไทยเลยก็ว่าได้เพราะมีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบนับสิบจังหวัดกันเลยที่เดียวแต่ในสภาวการณ์เช่นนี้กลับได้เห็นการร่วมมือกันเพื่อให้ความช่วยเหลือกันไม่ว่าจะจากฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือ แม้แต่ทหารที่มีหลายคนบอกว่าไม่รับคำสั้งจากรัฐบาล แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีฝ่ายที่ไม่ค่อยชอบรัฐบาลหรือทหารออกมาประชดการทำงานของร็ฐบาลไม่ว่าจะออกแนบแนมว่าภาคประชาชนช่วยเหลือประชาชนได้มากกว่าภาครัฐ หรือ แม้แต่ ประชดว่าการทำงานของภาครัฐเป็นการทำแบบผักชีโรยหน้าไปวันๆและไม่มีความหน้าเชื่อถืออย่างยิ่ง แต่การกระทำแบบนี้ผมมองว่ามันไม่เหมาะสมอย่างยิ่งกับสถานการณ์แบบนี้ที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศกำลังต้องการความช่วยเหลือไม่ว่าทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน  สำหรับการติติงนั้นผมว่าเราควรทำหลังจากที่ประชาชนที่ประสบภัยในรับกรช่วยเหลือหมดแล้ว

 

น้ำท่วมครั้งนี้มันยังมีดี

ตุลาคม 17th, 2011 admin ไม่มีความเห็น

ณ เวลานี้ประเทศไทยได้ประสพปัญหาน้ำอย่างหนักจนเกิดความเสียหายอย่างมากมายทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยเสียหายอย่างหนัก  แต่ใช่ว่าจะมีแต่ประเทศไทยอย่างเดียวที่จะประสบปัญหาน้ำท่วมแต่ก็ยังมีเพื่อนบ้านหลายๆประเทศเช่นกันที่มีปัญหาน้ำท่วม  แต่ในช่วงเวลาที่วิกฤตการณ์ต่างเกินขึ้น คนในประเทศเอ๊งก็ได้แสดงให้เห็นว่าคนไทยยังรักกันและยังมีน้ำใจที่จะค่อยช่วยเหลือพี่น้องร่วมประเทศด้วยกัน ก็ได้หวังว่าคนในประเทศไทยจะรักกันแบบนี้ไปอีกนานนานเหมือนช่วง วิกฤตน้ำนี้น่ะครับ

คนค้นฅน น้องธัญย์

ตุลาคม 12th, 2011 admin ไม่มีความเห็น

รายการ คนค้นฅน น้องธัญย์ ญิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ เด็กหญิงคนเล็กที่สร้างกำลังใจอันยิ่งใหญ่แก่ผู้คนที่กำลังจะหมดหวังกับชีวิต

Categories: ทั่วไปๆ Tags:

โลกออนไลน์ VS โลกข่าวสาร

ตุลาคม 10th, 2011 admin ไม่มีความเห็น

ปัจจุบันเทคโนโลยีของโลกเราได้วิวัฒนาการขึ้นอย่างไม่มีคำว่าหยุดยั้ง ในยุคที่ทุกคนสามารถเข้าถึงโลกของ internet ได้อย่างอิสระและรวดเร็วกว่าแต่ก่อนอย่างมาก โลกของข้อมูลข่าวสารก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกัน

ปัจจุบันกล่าวได้ว่าไม่มีใครไม่มีใครไม่รู้จักคำว่า สังคมออนโลน์ หรือ social network  ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเบอร์หนึ่งอย่าง Facebook  หรือ  แม้แต่ Twitter ที่นับวันจำนวนผู้ใช้เพิ่มคิดอยากมาก ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้วัยรุ่นหรือแม้แต่ผู้ใช่ที่มีอายุพอสมควร ยิ่งจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นเท่าไรการได้รับข้อมูลข่าวสารต่างๆก็ยิ่งง่าย และ เป็นอันตรายมากขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น การใช้สื่อในโลกของสังคมออนไลน์เพิ่ม ทำลายคู่แข่งทางการเมืองหรือแม้แต่การใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น

สื่อในโลกสังคมออนไลน์ในปัจจุบันถือได้ว่าเป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อคนส่วนมากอย่างมากเพราะเป็นสื่อที่สามารถส่งต่อ <share> กันได้อย่างง่ายดายโดยผู้ที่ส่งต่ออาจไม่ทันได้เช็คที่มาที่ไปของข่าวที่ ส่งต่อ เลย  บ้างครั้งการส่งต่อรูปแบบนี้อาจทำให้ผู้ที่ได้เห็นเกิดความตกใจหรือแตกตื่นได้

แต่ใช่ว่าโลกออนไลน์จะเป็นอ่ะไรที่เลวร้ายเลยซ่ะที่เดียวเพราะในโลกออนไลน์บ้างครั้งการเข้าถึงหรือได้รับข้อมูลที่รวดเร็วก็เป็นสิ่งที่ดีเช่นกัน <ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง> เพราะในยามที่ทุกนาทีหมายถึงขีวิตการได้รับข้อมูลที่เร็วอาจทำให้เกินความต่างระหว่างความเป็นและความตายดได้เลยที่เดียว

โลกออนไลน์ถือเป็นโลกแห่งยุคข้อมูลข่าวสารกันเลยก็ว่าได้แต่ผู้ใช้อย่างเราๆควรที่จะเช็คข่าวเรานั้นก่อนที่จะส่งต่อหรือเลือกที่จะเชื่อข้อมูลที่ได้รับมา เพราะในโลกออนไลนนั้นมีผู้ใช้นับล้านๆคนซึ่งเราไม่มีโอกาศที่จะรู้ได้เลยว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเขาคืออ่ะไร

โดย skyprema.org

ชี้แจงประเด็น นสพ.เดลินิวส์นำเสนอบทความ “ทร.เดินสู่ฝันยิ่งใหญ่ ซื้อเรือดำน้ำ ระวังโผล่ไม่พ้นทะเล” ฉบับวันที่ 7 ตุลาคม 2554

ตุลาคม 9th, 2011 admin ไม่มีความเห็น

มันมาอีกแล้ว นสพ.เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 7 ต.ค.54 สกู๊ปหน้า 1

http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=23&contentID=167991

เนื้อหาใจความเป็นเรื่องของการดิสเครดิตโครงการจัดหาเรือดำน้ำ U 206A ด้วยการโจมตีประเด็นเก่าๆ เกี่ยวกับการซ่อมบำรุง ค่าซ่อมเรือก่อนส่งมอบ ความคุ้มค่า พ่วงด้วยประเด็นใหม่อยู่ 2-3 ประเด็น เกี่ยวกับประเด็นการซ่อมบำรุง Non magnetic Steel การซ่อมบำรุงตอร์ปิโด และการเตรียมทีมแพทย์เฉพาะทางสำหรับเรือดำน้ำ ซึ่งเมื่อวิเคราะห์จากเนื้อหาที่นำเสนอแล้วข้อมูลที่ป้อนให้กับหนังสือพิมพ์อย่างต่อเนื่องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการซ่อมบำรุงเป็นส่วนใหญ่ เรื่องแนวเหตุผลความจำเป็น แนวความคิดในการใช้ และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องยุทธการและยุทธวิธีเรือดำน้ำเริ่มหมดไป เนื่องจากหน้าแตกหมอไม่รับเย็บมาหลายครั้งแล้ว จึงค่อนข้างมั่นใจได้ว่าได้ว่าผู้ให้ข้อมูลไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นทหารเรือด้วยกันเองทั้งที่ยังคงอยู่ในราชการ รวมถึงผู้อยู่เบื่องหลังที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว สำคัญตัวเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ ชำนาญการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการซ่อมบำรุง ตั้งแต่สากะเบือยันเรือรบ ผิดหวังจากการย้ายบรรจุเมื่อตุลา’54 ที่ผ่าน เห็นได้จากมีการแหนบแนมอดีตผู้บังคับบัญชาและผู้บังคับบัญชาปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง เป็นธรรมดาของกลุ่มบุคคลที่ผิดหวังและเสียผลประโยชน์ ก็ต้องพยายามทำทุกวิถีทางโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ และเคารพในการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชา ไม่มีจิตสำนึกในความเป็นทหาร สมควรที่จะถูกประณามและจำกัดบทบาทให้เหลือน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อคนรุ่นใหม่ต่อไป

 

ประเด็นเก่าไม่ขอเสียเวลาอธิบายชี้แจง ผู้ที่ยังไม่ได้อ่านหรือต้องการทบทวน สามารถย้อนหลังกลับไปอ่านได้ตามลิงค์ด้านล่าง ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 3 ลิงค์ เรียงลำดับจากเก่าสุดถึงใหม่สุด (อ่านได้ในเฟสบุ๊ค “กองเรือดำน้ำ กองเรือยุทธการ”)

ครั้งที่ 1 ชี้แจงประเด็นต่าง ๆ สืบเนื่องจาก นสพ.มติชน รายงานข่าวเกี่ยวกับการจัดซื้อเรือดำน้ำจากประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา

ครั้งที่ 2 ชี้แจงกรณี นสพ.แนวหน้า ลงบทความเรื่อง ทหารเรือมาแล้ว จำนวน 2 ตอน ในฉบับวันที่ 13 และ 16 กันยายน 2554

ครั้งที่ 3 ชี้แจงกรณีประเด็น นสพ.เดลินิวส์ฉบับวันอังคารที่ 27 กันยายน 2554 หน้า 8 คอลัมน์ ตรงไปตรงมา กองทัพ+อาวุธ+สำนึก โดย คมธนู

การชี้แจงครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 4 ซึ่งมีประเด็นที่ต้องอธิบายให้บุคคลทั่วไปได้รับทราบข้อมูลเชิงวิชาการ จำนวน 2 ประเด็น และการชี้แจงให้ทราบ 1 ประเด็น และตอบคำถามที่ นสพ. ได้ถามไว้ 1 คำถาม แยกตามประเด็น ดังนี้

ประเด็นการซ่อมบำรุง Non magnetic steel

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเรือดำน้ำ U 206 โครงสร้างตัวเรือมี 2 ชั้น คือ ตัวเรือชั้นนอก (Outer Hull) เป็นเปลือกนอกหุ้มตัวเรือชั้นใน โดยประกอบกันเป็นรูปทรงเรือดำน้ำตามหลัก Hydrodynamic เพื่อให้เรือดำน้ำสามารถเคลื่อนที่ใต้น้ำได้อย่างคล่องตัว ไม่ได้รับแรงกดดันของน้ำเนื่องจากจะมีน้ำอยู่ทั้งสองด้าน (ด้านในและด้านนอก) ทำให้ไม่มีความแตกต่างของแรงกดดันของน้ำ การประกอบตัวเรือชั้นนอกเป็นรูปทรางเรือดำน้ำใช้วิธีการหยึดด้วยหมุด ตัวเรือชั้นใน (Inner Hull or Pressure Hull) มีลักษณะเป็นทรงกระบอกหรือท่อน้ำ เป็นส่วนที่รับแรงกดดันของน้ำและต้องรักษาความดันบรรยากาศภายในให้เป็นปกติ การสร้างตัวเรือภายในเป็นสิ่งที่ยากและละเอียดอ่อน ซึ่งจะต้องได้รับการควบคุมเป็นพิเศษ เพราะการบิดเบี้ยวแม้เพียงเล็กน้อยก็จะทำให้สูญเสียความต้านทานแรงกดดันของน้ำไปมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ การประกอบ non magnetic steel เป็นตัวเรือภายในต้องใช้การเชื่อม ซึ่งแน่นอนต้องใช้เทคนิคพิเศษ ไม่เหมือนการเชื่อมโลหะธรรมดาทั่วไป และได้รับการตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำอีกด้วยวิธีการที่หลากหลาย เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถรับแรงกดดันของน้ำได้ตามคุณลักษณะ (specification) ของเรือดำน้ำแต่ละรุ่นแต่ละแบบ

การซ่อมบำรุงตัวเรือภายนอกไม่มีปัญหาอะไร เพียงถอดชิ้นส่วนที่ชำรุดออกและนำชิ้นส่วนใหม่ประกอบเข้าที่เดิมเป็นอันเรียบร้อย การซ่อมตัวเรือภายในเป็นสิ่งที่ผู้คัดค้านโครงการเป็นกังวลซึ่งต้องขอบคุณในความหวังดี แต่การซ่อมทำตัวเรือภายในไม่ว่าจะเป็น Steel or Non magnetic Steel จะต้องใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ตรวจสอบโดยเฉพาะ รวมถึงใช้ช่างผู้ชำนาญการเป็นผู้กำกับดูแล โดยปกติการซ่อมทำตัวเรือภายในจะไม่กระทำทุกวัน ทุกอาทิตย์ ทุกเดือน หรือทุกปี แต่จะได้รับการตรวจสอบการต้านทานแรงดัน (Pressure test) ทุกครั้งการเข้ารับการซ่อมใหญ่ตามวงรอบ (Full Dock Cycle) ซึ่งจะมีการซ่อมทำเมื่อมีชำรุดหรือมีความเสี่ยงต่ออันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้เท่านั้น ตามโครงการจัดหาเรือดำน้ำ U 206A ครั้งนี้ เรือจำนวน 4 ลำ จะได้รับการซ่อมทำใหญ่ตามวงรอบก่อนส่งมอบ ซึ่งจะได้รับการตรวจสอบแรงดัน การผนึกน้ำ และระบบความปลอดภัยอื่นๆ และออกใบรับรองอนุญาตการใช้งาน ( Construction and Safety Equipment Certificate) ไปจนถึงการซ่อมทำใหญ่ตามวงรอบในครั้งต่อไป ข้อดีของ Non magnetic steel คือไม่เป็นสนิมและไม่มีอำนาจแม่เหล็ก ดังนั้นตัวเรือภายในของ U 206A จึงมีโอกาสน้อยที่จะได้รับความเสียหาย ถึงขั้นจะต้องได้รับการซ่อมทำ แต่ถ้ามีความจำเป็นจริง ๆ วิธีที่เหมาะสมที่สุด คือ การนำเรือไปซ่อมยังอู่เรือที่ได้รับรองมาตรฐานการซ่อมทำในภูมิภาค ซึ่งมีความคุ้มค่ามากกว่าการลงทุนทั้งองค์วัตถุและองค์บุคคล เพื่อรองรับการซ่อมทำตัวเรือภายในด้วยตัวเอง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ การซ่อมคืนสภาพครั้งใหญ่ของเรือดำน้ำ U 209 ของอินโดนีเซีย ซึ่งต้องเดินทางไปรับการซ่อมทำที่อู่ของบริษัท DSME ประเทศเกาหลีใต้ เพราะฉะนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นเรือดำน้ำแบบใด เรือเก่าหรือเรือใหม่ก็ตาม ถ้ามีความจำเป็นต้องได้การซ่อมทำตัวเรือภายใน หนทางที่เหมาะสม เป็นไปได้ และยอมรับปฏิบัติได้ คือการนำเรือไปซ่อมยังอู่ต่อเรือที่ได้รับรองมาตรฐานการซ่อมทำในภูมิภาค

ประเด็นการซ่อมบำรุงตอร์ปิโด

โดยปกติตอร์ปิโดประกอบด้วย 5 ส่วน หลักได้แก่ ส่วนนำวิถี (Nose) ส่วนหัวรบ (Warhead) ส่วนควบคุม (Electronic Control) ส่วนเชื้อเพลิง (Fuel/Battery) และ ส่วนขับเคลื่อน (Propulsion) ตอร์ปิโดที่มากับโครงการจัดหาเรือดำน้ำ U 206A เป็นตอร์ปิโดแบบ DM2A3 บริเวณส่วนหัว (nose) มีตัวรับสัญญาณเสียง (Conformal array) ระบบนำวิถีแบบ Passive homing ใช้สำหรับต่อต้านเรือผิวน้ำและเรือดำน้ำ หัวรบหนัก 230 กิโลกรัม ส่วนเชื้อเพลิงเป็นแบตเตอรี่ชนิด Silver-Zinc จำนวน 3 ส่วนเรียงต่อกัน สามารถเลือกจำนวนแบตเตอรี่ได้ตามระยะยิงที่ต้องการ การขับเคลื่อนใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ไปใบจักรหมุนกลับทาง 2 ใบ ต้องยอมรับว่าข้อมูลด้านการบำรุงรักษายังรวบรวมได้ไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม ตามคุณลักษณะของตอร์ปิโดสามารถวิเคราะห์ความต้องการซ่อมทำในระดับผู้ปฏิบัติ และในระดับคลัง (Inventory) ได้ โดยปกติจะเก็บตอร์ปิโดไว้ที่คลัง เมื่อต้องการใช้จะประกอบตอร์ปิโดตามที่ต้องการเพื่อขนส่งไปบรรจุลงเรือก่อนออกปฏิบัติการ การซ่อมบำรุงส่วนใหญ่จึงเป็นการซ่อมทำระดับคลัง ส่วนที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษคือแบตเตอรี่ ซึ่งจะต้องมีเครื่องบรรจุกระแสไฟฟ้า (Charging) และเครื่องคายปะจุไฟฟ้า (Discharging) สำหรับบำรุงรักษาแบตเตอรี่ให้สามารถเก็บกระแสไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ส่วนประกอบอื่น ๆ ก็จำเป็นต้องได้รับการบำรุงรักษาและมีเครื่องมือตรวจสอบการทำงานตามระยะเวลาเช่นกัน ก่อนประกอบเพื่อส่งให้เรือใช้งาน ส่วนต่าง ๆ จะได้รับการตรวจสอบก่อนเสมอเพื่อให้แน่ใจว่าตอร์ปิโดพร้อมใช้งาน ซึ่งระบบการทำงานของส่วนนำวิถี ส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และส่วนขับเคลื่อนไม่มีความแตกต่างไปจากตอร์ปิโดเรือผิวน้ำที่กองทัพเรือมีใช้ในปัจจุบัน จึงไม่เกินขีดความสามารถที่กองทัพเรือจะจัดหาเพิ่มเติมได้ในกรณีที่ไม่รวมเครื่องมือเหล่านี้ในโครงการจัดหาเรือดำน้ำ มิเช่นนั้นกองทัพเรือคงจะไม่จัดหาเรือฟริเกต เรือคอร์เวต และเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำที่มีอาวุธหลักในการปราบเรือดำน้ำคือตอร์ปิโดขึ้นระวางประจำการ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อรวบรวมรายละเอียดเรียบร้อยแล้ว จะรีบนำมานำเสนอให้ทุกท่านได้รับทราบในโอกาสแรกต่อไป

 

ประเด็นเรื่องการเตรียมทีมแพทย์เฉพาะทางสำหรับกำลังพลเรือดำน้ำ

กองทัพเรือโดยกองเรือดำน้ำมีได้นิ่งนอนใจในประเด็นนี้แต่อย่างใด ขอเรียนว่าปัจจุบันกองทัพเรือมีนายแพทย์เวชศาสตร์ใต้น้ำและการบินสำหรับดูแลผู้ที่ปฏิบัติงานใต้น้ำ ได้แก่ นักทำลายใต้น้ำจู่โจม นักประดาน้ำ และผู้ที่ปฏิบัติงานบนอากาศยาน ได้แก่ นักบิน ช่างเครื่อง รวมถึงผู้ปฏิบัติงานบนอากาศยานทุกนาย การเตรียมทีมแพทย์สำหรับเรือดำน้ำนั้น กองทัพเรือได้เคยส่งนายแพทย์เวชศาสตร์ใต้น้ำไปอบรมหลักสูตรที่ฐานทัพเรือดำน้ำ เมือง Groton, Connecticut USA และส่งไปร่วมสัมมนาเกี่ยวกับการปฏิบัติการเรือดำน้ำอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันกองเรือดำน้ำร่วมกับกรมแพทย์ทหารเรือกำลังดำเนินการจัดทำมาตรฐานสุขภาพนักดำเรือดำน้ำ เพื่อใช้ในการตรวจสุขภาพร่างกายและจิตใจผู้ที่สมัครคัดเลือกเป็นกำลังพลเรือดำน้ำ มั่นใจได้ว่ากำลังพลเรือดำน้ำจะได้รับการดูแลด้านการแพทย์อย่างถูกต้องและปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

 

ประเด็นคำถามอันแสดงถึงความเขลาทางปัญญาของผู้ให้ข้อมูลและผู้นำข้อมูลมาเผยแพร่ กับคำถามที่ว่า “ทำไมค่าซ่อมเรือถึงมากมายมโหฬารขนาดนี้ ไม่ต้องมี 6 ลำ เอาแค่ลำเดียว แต่เป็นของใหม่ดี ๆ ไปเลย ไม่ดีกว่าหรือ???”

จากคำถามที่ทิ้งไว้ให้ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ เป็นการเชียร์ออกนอกหน้าให้ซื้อเรือใหม่อย่างแน่นอน ตามที่ทุกท่านทราบดี ราคาเรือดำน้ำใหม่ ตัวเรือเปล่าข้างในไม่มีอะไรเลย ราคาหมื่นสามพันล้านบาท ถ้ารวมอุปกรณ์ระบบอำนวยการรบด้วยราคาเพิ่มขึ้นถึงลำละ 20,000 กว่าพันล้านบาท ซึ่งในสถานการณ์อุทกภัยของประเทศในขณะนี้คงไม่เหมาะเป็นแน่แท้ เสนอไปก็มีแต่คนด่ากันตลอดลำน้ำเจ้าพระยาถึงลำน้ำปิง วัง ยม และน่าน แต่นั้นไม่ใช้ประเด็นสำคัญ แต่ที่สำคัญ คือ ธรรมชาติของกำลังรบทางเรือจำเป้นต้องกลับเข้าฐานทัพรับการส่งกำลังบำรุง พักผ่อนกำลังพล ซ่อมบำรุงตามระยะเวลา ไม่สามารถลอยคออยู่ในทะเลได้ตลอด 365 วันในหนึ่งปี จากการศึกษาวงรอบการซ่อมบำรุงเรือดำน้ำพบว่าถ้าต้องการเรือดำน้ำปฏิบัติการในทะเลตลอดระยะเวลา 365 วันในหนึ่งปีอย่างต่อเนื่องจะต้องมีเรือดำน้ำอย่างน้อย 4 ลำ ถ้าให้แน่ใจจริง ๆ ต้องมีจำนวน 6 ลำ จึงจะมีความแน่นอนที่สุด  ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดได้แก่ จำนวนเรือดำน้ำของกองทัพเรือเยอรมัน และกองทัพเรือออสเตรเลีย ด้วยเหตุผลนี้จึงเป็นที่มาของความต้องการเรือดำน้ำ จำนวน 4 ลำ การมีเรือดำน้ำลำเดียวจะทำให้ขีดความสามารถในการป้องปรามหมดไป เนื่องจากฝ่ายตรงข้ามจะทราบเสมอเมื่อเรือดำน้ำออกจากท่า จากภาพถ่ายดาวเทียม หรือสายข่าวที่มีอยู่เต็มไปหมดทุกพื้นที่สำคัญทางทหาร จึงสามารถส่งข่าวเตือนภัยให้กำลังทางเรือของตนทราบ เมื่อเรือดำน้ำกลับเข้าฐานทัพก็จะแจ้งให้กำลังของตนทราบเพื่อให้ปฏิบัติภารกิจต่อไปเมื่อปราศจากภัยคุกคามใต้น้ำ เหมือนกับ ”แมววิ่งไล่จับหนู” แต่ถ้ามีเรือดำน้ำอยู่ในพื้นที่ปฏิบัติการตลอดเวลา ใครจะทำอะไรก็ต้องใคร่ครวญไตร่ตรองให้รอบคอบก่อน เพราะคุณสมบัติของเรือดำน้ำที่ว่า Unseen But On Scene

การอธิบายชี้แจงในครั้งนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านจะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับเรือดำน้ำมากขึ้น และใช้ในการพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจสนับสนุนหรือคัดค้าน กองทัพเรือ กองเรือดำน้ำ ยอมรับฟังเหตุผลเสมอ แต่ขอให้มีความชัดเจนตรงไปตรงมา แต่ถ้าใช้วิชามารก็รับไม่ได้เช่นกัน

 

คำอธิบายนี้เป็นการนำเสนอความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหน่วยงาน ถ้ามีข้อความทำให้เสื่อมเสียต่อผู้ถูกพาดพิง ผู้เขียนขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว

นาวาโท วีระชัย จุฬารมย์

 

ที่มา http://goo.gl/S1GQN

มันต้องอย่างนี้  เอาให้กลับบ้านไม่ถูกไปเลยกับสื่อ ที่ไม่มีจรรยาบรรณของการนำเสนอข่าว วันๆนั้งแต่คิดจะเล่นงานฝ่ายตรงข้าม

สื่อกับการนำเสนอข่าว

ตุลาคม 8th, 2011 admin ไม่มีความเห็น

ปัจจุบันกล่าวได้เลยว่าสื่อแขนงต่างๆนั้นได้มีอำนาจในการชึ้นำประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างมาก  สื่อในประเทศไทยก็ได้มีการแบ่งแยกออกเป็นหลายแขนงไม่ว่าเป็น หนังสือพิมพ์ และ โทรทัศน์ และนอกจากการแบ่งตามประเภทของชนิดสื่อแล้วยัง แบ่งตามกลุ่มการเมืองที่ให้การสนับสนุนด้วย  ปัจจุบันสื่อบางเจ้าได้มีการรับเงินจากอำนาจมืดเพื่ิอบิดเบียดข้อมูลความจริงเพื่อกำจัดคู่แข่ง สำหรับสื่อดีดีในประเทศใช่ว่าจะไม่มีแต่สื่อประเภทหลังเนี่ยมันไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไร หลังจากที่เกรินมานานแล้ววันนี้ขอโจมตี หนังสือพิมพ์ dailynews.co.th หน่อยน่ะครับเพราะอ่านแล้วบอกได้คำเดียวว่ารับไม่ได้กับการเขียนข่าวแบบไม่มีพื้นฐานบนความจริงสำหรับเนื้อข่าวของหนังสือพิมพ์นี้

ทร.เดินสู่ฝันยิ่งใหญ่’ ซื้อ ‘เรือดำน้ำ’ ระวังโผล่ไม่พ้นทะเล?

วันศุกร์ ที่ 07 ตุลาคม 2554 เวลา 0:00 น

การได้ ’เรือดำน้ำ“ มาไว้ในครอบครองถือเป็นความฝันที่ไม่เคยแปรเปลี่ยนในระดับนำของกองทัพเรือ มีการส่งไม้ต่อจากรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นหนึ่ง จากอดีต ผบ.ทร.หมาด ๆพล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ มาสู่ ผบ.ทร.ป้ายแดง พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ แนวรบมิเคยเปลี่ยน “ผมจะสานต่อเรื่องเรือดำน้ำต่อไป โดยได้ประสานกับทางกลาโหมเยอรมนีในการให้ยืดเวลาการขายเรือดำน้ำ U206A ทั้ง 6 ลำต่อไปอีกระยะหนึ่งเพื่อรอให้คณะรัฐมนตรีของเราพิจารณา ซึ่งเยอรมนีก็เข้าใจเรา” และ “ผมหวังว่าจะเข้าสู่ ครม.ในวันอังคาร (11 ต.ค. 2554)” …เป็นคำให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งของ ผบ.ทร.ป้ายแดงล่าสุด

เหตุผลที่ซื้อ คือเพื่อป้องกันอธิปไตยของชาติ แล้วยังไว้ปกป้องทรัพยากรในอ่าวไทยและในทะเลด้วย กับเป็นอีกศาสตร์ที่กองทัพเรือต้องมี ผิวน้ำ อากาศ และใต้น้ำ นอกจากนั้นคือ ประเทศรอบบ้านเราล้วนมีเรือดำน้ำกันหมดแล้ว ฉะนั้นไทยต้องสมดุลให้เกิดความทัดเทียมกันในเชิงยุทธศาสตร์ เมื่อสิงคโปร์มีเรือดำน้ำ 4 ลำ ซื้อจากสวีเดน มาเลเซีย 2 ลำ ซื้อจากฝรั่งเศส เวียดนามมี 6 ลำ ซื้อจากรัสเซีย รวมทั้งพม่าเองก็อยากได้ไว้อวดโลก เตรียมจะซื้อจากจีนอยู่

สำหรับเรือดำน้ำที่กองทัพเรือไทยจะซื้อ เป็นของเยอรมนี จำนวน 6 ลำ รุ่น U206A และเป็น 6 ลำสุดท้ายของโลก เพราะเยอรมนีจะไม่ผลิตออกมาขายอีกแล้ว รุ่นนี้ผลิตโดยวัสดุพิเศษ non magnetic steel มีข้อเสียคือ บำรุงรักษายาก การปะ การเชื่อม ต้องใช้เครื่องมือและบุคลากรที่อบรมเฉพาะ ผิดกับที่ขายให้ประเทศอื่นที่เป็นรุ่น U209A การซื้อ 6 ลำเพราะต้องเอา 2 ลำมาถอดเป็นอะไหล่สำหรับ 4 ลำที่จะเอามาประจำการ ’ถ้าเปรียบเป็นรถเบนซ์ก็เหมือนเราซื้อรถอายุ 36 ปีมาขับ และเป็น 6 คันสุดท้ายของโลก อย่างนี้ใครจะซื้อมั้ย?“

ทั้งนี้ งบฯที่ตั้งไว้ตอนแรก 7,591 ล้าน ได้ปรับลดเหลือ 6,995 ล้านในตอนนี้ แต่ที่กลายเป็นหัวข้อวิจารณ์อึงมี่คือ ทำไมจับจ้องจะซื้อเรือดำน้ำรุ่นเก่าเก็บของเยอรมนีมาใช้ในงานสำคัญของชาติ ทำไมไม่มองของชาติอื่นบ้าง? ซื้อแล้วคุ้มค่ากับเงินภาษีหรือไม่ ลำละล้านสองล้านเสียเมื่อไหร่ ก็ดูสิ เรือเหาะเกือบ 400 ล้านที่กองทัพอ้างว่าซื้อไว้ตรวจดูพวกโจรใต้ก่อเหตุ เอาไปเอามากลับบินไม่ขึ้นซะงั้น เครื่องมือตรวจหาระเบิดจีที 200 เอาเข้าจริงกลายเป็นเครื่องมือลวงโลก เป็นได้แค่ไม้ตีพริก ผ่าเข้าไปข้างในเจอแต่แบตเตอรี่ 2 ก้อนประกบไว้ แต่คนไทยต้องจ่ายเงินซื้อเครื่องละเป็นล้าน ความเสียหายทั้งหมดยังจับมือใครดมไม่ได้เลยจนบัดนี้

หันมาดู เรือดำน้ำ  U206A รุ่นสุดท้ายของโลกที่กองทัพเรืออยากได้ พบข้อท้วงติงมากมาย… ตอร์ปิโดประจำเรือจะต้องมีอุปกรณ์ตรวจสอบสมรรถภาพทุกอาทิตย์ เพราะกระสุนตอร์ปิโดไม่เหมือนกระสุนทั่วไปที่พุ่งไปข้างหน้าด้วยแรงดันของดินปืน แต่นี่นอกจากต้องเคลื่อนด้วยใบพัดแล้วยังต้องมีเครื่องนำร่องด้วยเครื่องมือนี้รวมใน 6,900 กว่าล้านหรือไม่ หรือว่าแยกขายต่างหาก แล้วงบฯจะบานแค่ไหน ท่อยิงตอร์ปิโด…นี่ก็เป็นเรื่องละเอียด
อ่อนมาก

การซ่อม…ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น และพบว่าที่ผ่านมาเยอรมนีไม่ยอมสอนใครเลย ทีมแพทย์เฉพาะทาง แรงดัน แรงกดอากาศในเรือดำน้ำ นักจิตบำบัด มีไหม คนประจำเรือลำละ 36 คน 4 ลำก็ 144 คน จะดูแลกันอย่างไร และเมื่อประเทศอื่น ๆ เลิกใช้แล้ว อะไหล่บางชิ้นก็จะไม่มีการผลิต ผู้เชี่ยวชาญการซ่อมบำรุงเกษียณไปหมดแล้วจะทำอย่างไร ปัญหาเต็มไปหมด

เหนืออื่นใด การตั้งงบฯจัดซื้อที่ว่าเป็นแบบรัฐต่อรัฐนั้น เมื่อลงลึกในรายละเอียดพบว่า ในงบฯ 6,900 กว่าล้านนั้น เป็นงบฯก่อสร้างกองบัญชาการที่สัตหีบ 1,000 ล้าน แต่เป็นค่าซ่อมเรือถึง 4,000 ล้าน โดยต้องส่งซ่อมที่อู่ต่อเรือของเอกชนที่ชื่อ STW ในเยอรมนี ไม่ใช่ว่าซื้อแล้วใช้งานได้เลย และเป็นค่าซื้อเรือดำน้ำ 6 ลำจริง ๆ แค่ 1,000 ล้านเศษเท่านั้นเอง

นี่คือเงื่อนปมใหญ่มาก ทำไมค่าซ่อมเรือถึงมากมายมโหฬารขนาดนี้ ไม่ต้องมี 6 ลำ เอาแค่ลำเดียว แต่เป็นของใหม่ดี ๆ ไปเลย ไม่ดีกว่าหรือ???

อะไรไม่ว่า การเดินทางไปดูงาน ลือกันว่าล็อกไม่ให้คนที่รู้เรื่องการซ่อมบำรุงอาวุธ รู้เรื่องระบบเครื่อง ได้โผล่ไปร่วมขบวน เพราะเกรงว่าหากไปเห็นของจริงแล้วจะคัดค้านเอา จึงมีแต่พวกส่งกำลังบำรุงไปแทน ผิดฝาผิดตัวไปหมด ก็ชอบแล้วที่ พล.อ.จงศักดิ์ พานิชกุล ที่ปรึกษา รมว.กลาโหม ออกมาเบรกหัวทิ่มว่า “ต้องพิจารณาเรื่องความคุ้มค่าให้มากที่สุด ไม่ใช่ดูแค่ความโปร่งใสอย่างเดียว ไม่ใช่ซื้อมาแล้วพัง ไม่มีเงินซ่อม อย่างเฮลิคอปเตอร์ชีนุก ซื้อมา 4 ลำ วันนี้บินได้ลำเดียว คุ้มค่าหรือไม่ …ต่อไปนี้หากเหล่าทัพของบฯก้อนใหญ่ซื้อยุทโธปกรณ์ และชี้แจงข้อมูลไม่เคลียร์ ไม่ได้ฟังทุกฝ่าย รมว.กลาโหมจะตั้ง คกก.ตรวจสอบหมด ไม่งั้นเซ็นก็โดนด่า ไม่เซ็นก็โดนด่า แต่เซ็นอนุมัติโดนหนักกว่า โดนด่าอมตะชั่วชีวิต เหมือนโครงการเรือเหาะ หรือ จีที 200 นั่นไง”

เมื่อเงินทุกเม็ดเป็นของประชาชน ก็ต้องตรวจสอบให้รอบคอบ โปร่งใส และใช้อย่างคุ้มค่า ไม่ใช่ซื้อแล้วเหมือนซื้อเศษเหล็กมากอดไว้ ใช้งานอะไรไม่ได้ เป็นได้เพียงอนุสาวรีย์แห่งความอัปยศอดสู หรือดำน้ำแล้วไม่โผล่ตลอดกาล

ต้องไม่เป็นเช่นนั้น.

http://goo.gl/ScNud

สำหรับ Post นี้ผมขอตั้งขอสังเกตแบบบ้านเลยน่ะครับ

กองทัพเรือไทยจะซื้อ เป็นของเยอรมนี จำนวน 6 ลำ รุ่น U206A และเป็น 6 ลำสุดท้ายของโลก เพราะเยอรมนีจะไม่ผลิตออกมาขายอีกแล้ว รุ่นนี้ผลิตโดยวัสดุพิเศษ non magnetic steel มีข้อเสียคือ บำรุงรักษายาก การปะ การเชื่อม ต้องใช้เครื่องมือและบุคลากรที่อบรมเฉพาะ ผิดกับที่ขายให้ประเทศอื่นที่เป็นรุ่น U209A การซื้อ 6 ลำเพราะต้องเอา 2 ลำมาถอดเป็นอะไหล่สำหรับ 4 ลำที่จะเอามาประจำการ ’ถ้าเปรียบเป็นรถเบนซ์ก็เหมือนเราซื้อรถอายุ 36 ปีมาขับ และเป็น 6 คันสุดท้ายของโลก อย่างนี้ใครจะซื้อมั้ย?“

 

อ่ะไหล่ของรุ่นนี้สามารถแชร์กับอ่ะไหล่ของรุ่น  u209 ได้ครับ สำหรับการซ่อมนั้นไม่ต้องห่วงอ่ะครับยังไงมันก็ต้องมีการสอนกันมาอยู่แล้วน่ะครับ

 

ทำไมจับจ้องจะซื้อเรือดำน้ำรุ่นเก่าเก็บของเยอรมนีมาใช้ในงานสำคัญของชาติ ทำไมไม่มองของชาติอื่นบ้าง? ซื้อแล้วคุ้มค่ากับเงินภาษีหรือไม่ ลำละล้านสองล้านเสียเมื่อไหร่ ก็ดูสิ

ถ้า กองทัพเรือจะซื้อ u209 คุณจะสนับสนุนป่าวอ่ะครับ ลำล่ะ  หลายหมื่อนล้านคุณสนับสนุนป่าวอ่ะครับ

แค่นี้ก่อนล่ะกันครับ

สืบ นาคะเสถียร

ตุลาคม 7th, 2011 admin ไม่มีความเห็น

สืบ นาคะเสถียร ปัจจุบันผมกล้าพูดได้เต็มปากว่ามีเด็กไม่กี่คนที่จะรู้จักชื่อนี้  สืบ นาคะเสถียร บุคคลที่แสดงให้เห็นว่าบ้างครั้งนักการเมืองและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ต้อง ฟังเสียงของข้าราชการคนเล็กๆบ้าง    สืบ นาคะเสถียร ผู้ที่แสดงให้เห็นว่าบ้างครั้งเงินก็ไปสามารถซื้อ อุดมการณ์ ของคนเล็กแต่จิตใจยิ่งใหญ่ได้  สืบ นาคะเสถียร ผู้ที่แสดงให้เห็นว่าบ้างครั้งคนเราต้องสิ้นชีพก่อนที่จะมีคนฟังคำพูกของเรา….

พูดมาเยาะแล้วลองมาดูประวัติของ สืบ นาคะเสถียร กันหน่อยแล้วคุณจะรู้ว่าอุดมการณ์บ้างครั้งต้องแลกมาด้วยชีวิต  …

สืบ นาคะเสถียร หรือชื่อเดิม “สืบยศ” เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 31 ธันวาคมพ.ศ. 2492 ที่ตำบลท่างาม อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี บุตรของ นายสลับ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี และนางบุญเยี่ยม สืบมีพี่น้องทั้งหมด 3 คน โดยสืบเป็นบุตรชายคนโต น้องชายและน้องสาวอีก 2 คนคือ กอบกิจ นาคะเสถียร และ กัลยา รักษาสิริกุล สืบมีบุตรสาว 1 คนชื่อชินรัตน์ ในวัยเด็ก สืบ ได้ช่วยงานในนาของมารดาด้วยความอดทน บุคลิกประจำตัว คือเมื่อเขาสนใจหรือตั้งใจทำอะไรแล้วก็จะมีความมุ่งมั่น ตั้งใจทำอย่างจริงจังจนประสบความสำเร็จ และเป็นผู้ที่มีผลการเรียนดีมาโดยตลอด สืบได้ช่วยทำงานในนา ของมารดา เมื่อว่างจากภาระดังกล่าว ก็ออกท่องเที่ยวไปกับเพื่อน โดยมีหนังสติ๊กคู่ใจ

สืบ นาคะเสถียร ได้เข้ามารับราชการที่กองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ ในปี พ.ศ. 2531 และสืบได้พยายามเสนอให้ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และป่าห้วยขาแข้ง มีฐานะเป็นมรดกโลกอย่างเป็นทางการ จากองค์การสหประชาชาติ โดยเล็งเห็นว่าฐานะดังกล่าวจะเป็นหลักประกันสำคัญ ที่จะคุ้มครองป่าผืนนี้เอาไว้อย่างถาวร โดย ปลายปี พ.ศ. 2532 สืบได้รับทุนเรียนต่อระดับปริญญาเอกที่อังกฤษ พร้อมกับได้รับมอบหมาย ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งเป็นป่าอนุรักษ์ที่มีความสำคัญมากไม่แพ้ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ในปี พ.ศ. 2533 สืบได้จัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวร ได้เป็นวิทยากรบรรยาย และร่วมอภิปรายในโอกาสและสถานที่ต่าง ๆ หลายแห่ง โดยเน้นเรื่อง “การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและปัญหาที่เกี่ยวข้อง” และ “การอพยพสัตว์ป่าตกค้างในเขื่อนเชี่ยวหลาน”

ด้วยป่าห้วยขาแข้งเป็นผืนป่าที่อุดมไปด้วยพรรณไม้และสัตว์ป่าอันล้ำค่า ทำให้หลายฝ่ายต่างก็จ้องบุกรุกเข้ามาหาผลประโยชน์ สืบได้แสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะรักษาป่าผืนนี้ไว้ให้ได้อย่างชัดแจ้ง ได้ประกาศให้รู้ทั่วกันว่า “ผมมารับงานที่นี่ โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน” ตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปรับงานหัวหน้าเขตฯ ถึงแม้กระนั้นก็ยังไม่สามารถปกป้องป่าได้ เนื่องจาก การดูแลผืนป่าขนาดมากกว่าหนึ่งล้านไร่ ด้วยงบประมาณและกำลังคนที่จำกัด รวมถึงการทุจริตของเจ้าหน้าที่ กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่าย และมากกว่านั้นปัญหาความยากจนของชาวบ้านที่อยู่อาศัยโดยรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทำให้กลุ่มผู้มีอิทธิพลที่หวังผลประโยชน์ ได้ว่าจ้างชาวบ้านในเขตป่าสงวนเข้ามาตัดไม้ และลักลอบล่าสัตว์ในเขตป่าอนุรักษ์

ในทรรศนะของสืบ หนทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาได้คือการสร้างแนวป่ากันชนขึ้นมา โดยให้ชาวบ้านอพยพออกนอกแนวกันชน และพัฒนาแนวกันชนให้เป็นป่าชุมชนที่ชาวบ้านสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ แต่ปรากฏว่าไม่ได้รับความสนใจและความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด

เช้ามืดวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2533 สืบ นาคะเสถียร ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองลง สืบได้สั่งเสียลูกน้องคนสนิทและเขียนจดหมายสั่งเสีย 6 ฉบับ ชำระสะสางภาระรับผิดชอบ และทรัพย์สินส่วนตัวที่คั่งค้าง รวมถึงมอบหมาย เครื่องใช้ และอุปกรณ์ในการศึกษาวิจัยด้านสัตว์ป่า ให้สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำเพื่อนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ตั้งศาลเพื่อแสดงความคารวะต่อดวงวิญญาณของเจ้าหน้าที่ ซึ่งพลีชีพรักษาป่าห้วยขาแข้ง แล้วสวดมนต์ไหว้พระจนจิตใจสงบ เสียงปืนดังขึ้นนัดหนึ่งในราวป่าลึก ที่ห้วยขาแข้ง สืบ นาคะเสถียร ได้จบชีวิตของเขาลง และเป็นจุดเริ่มต้นของ “ตำนานนักอนุรักษ์ไทย สืบ นาคะเสถียร ผู้ที่รักป่าไม้ สัตว์ป่าและธรรมชาติ ด้วยกายและใจ

สองอาทิตย์ต่อมา บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมป่าไม้ รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายทหาร นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ นายอำเภอ ป่าไม้เขต และ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ อีกนับร้อยคน ได้เปิดประชุมเพื่อหามาตรการป้องกันการบุกรุกป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง โดย สืบ นาคะเสถียร ได้พยายามจัดตั้งการประชุมหลายสิบครั้งแต่ไม่มีการตอบรับจากเจ้าหน้าที่สักครั้งจนกระทั่งการเสียชีวิตของสืบ ทำให้มีข้อกล่าวว่า หากไม่มีเสียงปืนนัดนั้น การประชุมดังกล่าวก็คงไม่เกิดขึ้นเช่นกัน

การจากไปของ สืบ นาคะเสถียร ได้ส่งผลสะเทือนอย่างล้ำลึกต่อผู้คนที่รักธรรมชาติ และแสวงหาความเป็นธรรมในสังคม ทั้งนี้เพราะว่าในยามที่ยังมีชีวิตอยู่ สืบมิได้เป็นเพียงข้าราชการอาชีพที่มีภาระการงานเกี่ยวกับการพิทักษ์ป่า และสัตว์ป่าเท่านั้น หากเป็นผู้นำคนสำคัญของขบวนการอนุรักษ์ธรรมชาติในประเทศไทย เป็นผู้ที่เคยต่อสู้เพื่อปกปักรักษาทรัพยากรป่าไม้ และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ โดยไม่คำนึงภัยอันตราย การจากไปของเขานับเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ และเป็นความสูญเสียที่นักอนุรักษ์ธรรมชาติทุกคน ไม่อาจปล่อยให้ผ่านพ้นไป โดยปราศจากความทรงจำ

เพลงที่ถูกแต่งขึ้นเพื่อระลึกถึง สืบ นาคะเสถียร

ข้อขอบคุณข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/

http://www.seub.or.th/

สี่ปีเร็วเหมือนโกหก

ตุลาคม 1st, 2011 admin ไม่มีความเห็น

ไม่หน้าเชื่อว่านี้เกือบจะสี่ปีแล้วที่ได้มาอยู่ประเทศ singapore.. ใครจะคิดว่าเด็กคนหนึ่งที่เรียนได้เกรดแบบกลาง แถมตก วิชา ภาษาอังกฤษ จะได้มีโอกาศมาใช้ชีวิตเป็นนักเรียนนอก <น่ะเวลานั้นไม่เคยคิดว่าจะได้มาเรียน>อย่างที่หลายๆคนอยากมาเป็นกัน  สำหรับผมอยุ่ Singapore  มาเกือบสืี่ปีผมได้เห็นได้สัมผัสทั้งด้านดีและไม่ดีของประเทศนี้ ตั้งแต่วันแรกที่ได้เข้าโรงเรียน montfort sec ได้พบเพื่อนที่ค่อยส่วนเหลือไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องกิจกรรมต่างๆที่โรงเรียน ชีวิตมัทยมโดยเฉพาะเทอมสุดท้ายถือว่าสนุกมากได้ทำกิจกรรมได้เที่ยว กับเพื่อนหรือแม้กระทั่งโดนเรียนหมู่กัน < โดนกันไป 12  คน> <ไม่ควรทำตามอย่างยิ่ง>  ชีวิตมัทยมของผมใกล้จบลงแล้ว ตั้งแต่มานี้ยอมรับเลยผมได้ซึมซับเอาหลายๆอย่างของนักเรียนที่นี้ <แต่เรียกการเรียนอย่างไปถามถึง>   สำหรับวันนี้จบแค่นี้ก่อนเดียวพรุ้งนี้ค่อยมาต่อ

ขอไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก

กรกฎาคม 26th, 2011 admin ไม่มีความเห็น

ขอไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกที่เกิดขึ้นถึงสามครั้งเลยในเวลาไล่เรี่ยกันบอกได้คำเดียวว่าพวกท่านคือคนที่หน้ายกย่องอย่างยิ่ง และ สมควรแก่การได้รับการเชิดชูอย่างยิ่ง.

_____________________________________________________________

 

Categories: ทั่วไปๆ Tags: