คลังเก็บ

ป้ายกำกับเรื่อง ‘พูดถึงข่าว’

พูดถึงข่าว : สภาฯ ผ่านร่างงบประมาณปี 55 แล้ว คะแนน 272 ต่อ 3

มกราคม 7th, 2012 ไม่มีความเห็น
สภาฯผ่านร่างงบประมาณปี 55 แล้ว 272 ต่อ 3 (ไอเอ็นเอ็น) สภาผู้แทนราษฎรผ่านร่าง พ.ร.บ. งบ 55 ด้วยคะแนนเสียง 272 ต่อ 33 เสียง โดยนายกยืนยันว่าจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมากลั่นกรอง และเสนอต่อ ครม.ในการใช้งบกลางทุกครั้งพร้อมที่จะส่งรายละเอียดให้ตรวจสอบ หลังจากพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย ปี 2555 มาตรา 26 จากนั้นก็ก็ไม่มีผู้อภิปรายในมาตราใดๆ ซึ่งทำให้เข้าสู่การพิจารณาในวาระ 3 ซึ่งที่ประชุมมีมติผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2555 ด้วยคะแนนเสียง 272 ต่อ 3 เสียง งดออกเสียง 155 เสียง และไม่ลงคะแนน 3 เสียง จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ร่วมกันพิจารณาร่าง พ.ร.บ. รวมถึงขอบคุณที่แสดงความห่วงใยในเรื่องงบกลาง 1.2 แสนล้าน โดยยืนยันว่าจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมากลั่นกรอง และเสนอต่อ ครม.ในการใช้งบกลางทุกครั้งและหลังจากนี้พร้อมที่จะส่งรายละเอียดให้ตรวจสอบ และยืนยันว่าจะใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่และโปร่งใส จากนั้นประธานสภาผู้แทนราษฎรจึงสั่งปิดประชุมในเวลา 01.33 น. ที่ผ่านมา อ้างอิง
อภิปรายร่างงบประมาณ อภิปรายทำอ่ะไรในเมืองระหว่าง อภิปราย มีฝ่ายรัฐบาล นายก หรือผู้มีอำนาจมาฟังหรือค่อยรับข้อติชมจากฝ่ายค้านไปแก้บ้างหรือป่าวก็ไม่รู้ ยังไง สส ฝ่ายรัฐบาลก็ยกผ่านร่างงบอยู่แล้ว โดยไม่สนใจหลอก ว่าร่างมันถูกต้อง หรือ ป่าว เพราะกลัวรอบหน้าไม่ได้กลับมาเป็น สส กันอีก สังคมไทยเมืองไทยจะเจริญได้ไงในเมื่อ รัฐบาล ยังใช่พวกมากแล้วล่างไป อยู่เรื่อย โดยไม่ฟังเหตุผลของฝ่ายค้านกันบ้างเลย ถ้าผมมีอำนาจเปลี่ยนแปลง ได้ ผมปล่อยเสียอิสระไปเลย ให้ สส โหวต กันด้วยเหตุผลไม่ใช่โหวต กันด้วยว่า กูสังกัด พรรคนี้ต้องยกมือให้พรรคนี้เท่านั้น เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องที่นักการเมืองถูกปลูกฝังกันมาช้านาน โดนไม่มีการเปลี่ยนแปลงและ ยังคงไม่ต่อไป อีกนาน....

พูดถึงข่าว : วิจาร์ณการทำงานของสื่อ

ธันวาคม 26th, 2011 ไม่มีความเห็น
สือมวลชนไม่ว่าจะเป็นสือหลักหรือรองก็ล้วนแต่มีอิทธิผลต่อผู้บริโภคหรือประชาชนที่ได้รับสื่อ  ปัจจุบันการทำของสื่อหลายรายก็หน้าชื่นชมอยากยิ่งแต่กลับกันรายการบ้างรายการหรือแม้แต่สถานนี้วิทยุท้องถิ่นหลายๆแห่งกลับเอาข่าวที่ไม่มีแหล่งข้อมูลหรือแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญมายืนยันสื่อเหล่านี้ผมขอบอกเลยว่าเป็นสื่อที่ไร้จรรณยาบรรณอยากมาก กรณีที่เห็นได้ชัดเจนและยังไม่นานที่ก็คือกรณีงูกรีนแมมบ้า ซึ่งเรื่องที่ผมออกตัวตั้งแต่เริ่มมีข่าวมาเลยว่า ถ้าข่าวนี้ไม่จริงหรือจริง ก็ควรว่าผู้ที่ทำผิดมารับโทษด้วยซึ่งก็เห็นได้ชัดแล้วว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้นเอง <ไม่รู้ปัจจุบันมีใครไปตามจับไอบ้าที่เอาข้อความอย่างนี้หรือยัง> เรื่องนี้โทษคนที่เอามา post อย่างเดียวไม่ได้อ่ะครับต้องโทษสือที่เอาข่าวนี้มาเล่นด้วยเพราะถ้าใช้หลักความจริงหน่อยก็จะไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งขอสังเกตง่ายๆเลย  1. งูนี้เป็นของใครทำไหมถึงรู้ว่าหลุด 2.คนที่เอามา post  เป็นใครรู้จักเจ้าของงูเหรอ  3.งูไม่ใช่งูถูกต้องตามกฎคนที่เอาเข้ามาจะมีความจริงใจพอที่จะมาแจ้งเหรอว่างูหลุด แค่คิดแค่นี้ก็พอจะเดาได้แล้วว่าเรื่องจริงหรือไม่จริง     อีกตัวอย่างที่ผมโครตไม่เห็นด้วยเลยคือกรณีที่บอกว่า "อย่าตากฝนนะ ****รัฐบาลญี่ปุ่นออกมาประกาศแล้วว่าเตากัมมันตรังสีระเบิดแล้ว และมันจะกระจายไปทั่วเอเชีย ถ้าฝนตก ห้ามโดนฝน ให้ปิดหน้าต่างเพราะมันจะมากับลม ถ้าโดนฝนให้ใช้เบตาดีนทาบริเวนคอ เพราะมันจะซึมเข้าต่อมไทรอย ทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง****"  อ้างอิง จริงเรื่องนี้มีหลายแบบไม่ว่าจะเป็น bbc ออกข่าวก็มี เรื่องนี้ผมบอกพวกกลุ่มคนที่เอามา post ใน fb เลยว่า "ขอแหล่งข้อมูล" ผลที่ได้ก็บอกว่า bbc บอกมา แต่พอขอลิงค์ข่าวก็ไม่ให้หรืออีกอย่างคือไม่มีให้นั้นเอ๊ง.... เรื่องนี้ผมจำได้ว่ามี  tv บางช่องเอาไปเป็นข่าวด้วย<เคยมีการออกมาขอโทษ หรือเอาความจริงมาบอกกันบ้างไหม> .... และยังมีอีกหลายกรณีที่นักข่าวชอบเอามาทำเป็นประเด็น บางอย่างคนไทยเคารพแต่ก็มีการเอามาสร้างเรื่องหรือต้องการทำให้ท่านหรือบุคคลดังกล่าวได้รับความนิยมมากขึ้น แต่เรื่องที่สร้างคิดกลับไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ...

พูดถึงข่าว : ชาวเน็ตไทย แห่โพสเฟสบุ๊ค ประท้วงสหรัฐฯ แทรกแซงกฎหมายหมิ่นเบื้องสูง

ธันวาคม 15th, 2011 ไม่มีความเห็น
14 ธันวาคม 2554 มีผู้เล่นอินเทอร์เน็ตชาวไทยหลายคนพากันโพสต์ข้อความประท้วง หน้าเฟสบุ๊คสถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย โดยข้อความส่วนใหญ่เป็นการไม่เห็นด้วยที่สหรัฐฯ พยายามแทรกแซงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (หรือกฎหมายอาญามาตรา 112) ซึ่งในปัจจุบันมีคดีที่กำลังเป็นที่สนใจต่อสาธารณชนหลายราย ไม่ว่าจะเป็นคดี ‘อากง SMS’ ซึ่งถูกตัดสินให้รับโทษจำคุก 20 ปี, คดี “โจ กอร์ดอน” ถูกตัดสินจำคุก 2 ปีครึ่ง และคดีอื่น ๆ ที่กำลังเริ่มกระบวนการสืบสวนตามคำฟ้องร้อง ข้อความบางข้อความอาทิเช่น “อเมริกา คุณคิดว่าคุณเป็นผู้จัดการของโลกนี้หรืออย่างไร คุณเที่ยวไปแทรกแซงกิจการของประเทศโน้นประเทศนี้ มันกงการอะไรของคุณ ประเทศคุณไม่มีวัฒนธรรมเก่าแก่และดีงามเหมือนประเทศไทย เพราะประเทศคุณไม่เคยมีพระมหากษัตริย์ ประเทศไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครก็เพราะเรามีพระมหากษัตริย์ เรามีภาษาพูดภาษาเขียนเป็นของเราเอง เพราะพรมหากษัตริย์ ประเทศคุณเสียอีก ชื่อประเทศอเมริกา แต่ใช้ภาษาของประเทศอังกฤษ คุณแทรกแซงเรื่องอื่นเราทนได้ แต่อย่ามาแทรกแซงเรื่องเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ของเรา” นี่น่าจะเป็นปฏิกิริยาต่อ แดร์เรจ พาราดิโซ (Darragh Paradiso) โฆษกหญิงกระทรวงต่างประเทศในกิจการเอเชียตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาให้ความเห็นในกรณีคดี “อากง SMS” ว่า แม้ประเทศสหรัฐอเมริกาจะให้ความเคารพต่อสถาบันกษัตริย์ของไทย แต่กระบวนการยุติธรรมไทยอาจไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในเรื่องสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น อย่างไรก็ตามรายงานข่าวจาก AP ชิ้นนี้ไม่ได้รายงานความคิดเห็นของ นาง คริสตี้ เคนนี่ย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ในคดี “อากง” แต่อย่างใด แต่นางคริสตี้ เคนนี่ย์ ได้ให้ความเห็นผ่านทวิตเตอร์ประจำตัวในกรณีการตัดสินคดีของ โจ กอร์ดอน พลเมืองไทยสัญชาติอเมริกัน ว่ามีความกังวลต่อการตัดสินที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในเรื่องสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นเช่นเดียวกัน
ผมว่าสหรัฐฯกลับไปแก้ปัญหาผ่านในของประเทศตัวเอ๊งก่อนไหมก่อนที่จะมาแทรกแซงประเทศอื่นๆ อีกอย่างมีกี่ประเทศแล้วที่คุณเข้าแทรกแซงแล้วประเทศเขามีแต่ย่ำแย่ลง ผมว่าสหรัฐฯกลับไปแก้ปัญหาเศรษกิจของตัวเอ๊งก่อนดีไหมเพราะประเทศคุณเองประชาชนยังตกงานอีกมากมาย คนไทยกับคนสหรัฐฯมีอ่ะไรที่ต่างกันเยอะ สหรัฐฯ ไม่มีทางรู้หรอกว่าประเทศนั้นเราเคารพ สถาบัน กันขนาดไหน เพราะสหรัฐฯไม่มี ประธานธิปดี อยู่แค่ 4 ปี แต่ในหลวงช่วยประเทศไทนมานานนับ สิบสิบปี

พูดถึงข่าว:กสทช. ประวิทย์ กล่าวถึงคดีอากง SMS “่ต่อไปนี้ไม่อาจทิ้งมือถือไว้ห่างตัวเลย”

พฤศจิกายน 29th, 2011 ไม่มีความเห็น
เช้าวันนี้ทางสำนักสื่อสารสาธารณะและบริการประชาชน สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) ได้ส่งจดหมายข่าวเตือนผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ต่อคดี "อากง เอสเอ็มเอส" ว่าสะท้อนว่าเจ้าของเครื่องจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำผ่านเครื่องนั้นๆ แม้จะไม่มีหลักฐานว่าเป็นผู้ลงมือจริงก็ตาม ผลจากคดีนี้ กสทช.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ออกคำเตือนผ่านสบท. ดังนี้
  • รักษาดูแลโทรศัพท์มือถือประจำตัวอย่าให้คลาดสายตา
  • ระวังการถูกหยิบยืมไปใช้งาน หรือการส่งซ่อม
  • ต้องมีพยานหลักฐานว่าเครื่องไม่ได้อยู่กับเจ้าของเครื่อง
  • หากเครื่องหายให้แจ้งความ
นอกจากนี้กสทช.ประวิทย์ ยังชี้ว่าบรรทัดฐานเช่นนี้จะเป็นปัญหาในกรณีการสื่อสารอื่นๆ เช่นอีเมล ที่ผู้ใช้อาจจะถูกเจาะอีกเมลเข้าใช้งานได้ โดยแนะว่าต่อจากนี้ตำรวจต้องเปิดรับแจ้งความกรณีที่ประชาชนถูกแฮกอีเมล
ข่าวเต็มๆที่  http://www.blognone.com/
เอาแค่ที่ผมทำเป็นสีแดงน่ะครับ" ว่าสะท้อนว่าเจ้าของเครื่องจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำผ่านเครื่องนั้นๆ แม้จะไม่มีหลักฐานว่าเป็นผู้ลงมือจริงก็ตาม" น้ีเหรอเมืองไทยไม่มีหลักฐานชัดเจนก็สามารถเอาคนเข้าคุกได้ผมพึ่งรู้น่ะเนี่ย ถ้าอยากนี้ต่อไปผมอยากให้ใครเข้าคุกก็แค่เอาโทรศัพท์มาส่งข้อความ ก็สามารถเอาคนเข้าคุกได้? ทำไหมมันง่ายขนาดนั้น จะไม่มีการหาผู้ลงมือเลยเหรอ หรือ จะจับแต่เพะ กันอย่างเดียว

พูดถึงข่าว : รัฐบาล ผุดแผน นิวไทยแลนด์ ตั้งงบ 6-8 แสนล้านฟื้นฟูประเทศหลังน้ำลด

พฤศจิกายน 1st, 2011 ไม่มีความเห็น
เนื้อข่าว
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวภายหลังประชุมร่วมกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจากหลายกระทรวง ว่า ที่ประชุมเห็นว่าควรมีการวางแผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมระยะยาว หรือ “New Thailand”  เพราะหากประเทศไทยประสบกับภาวะวิกฤตลักษณะนี้อีก จะเป็นเรื่องใหญ่ ฉะนั้นต้องมีการแก้ไขปัญหาระบบน้ำของประเทศทั้งหมด โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณทั้งหมดประมาณ 6 – 8แสนล้านบาทในการทำโครงการ และจะนำข้อมูลต่างๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนข้อเสนอของต่างประเทศมาเป็นแนวทางด้วย ขณะเดียวกันต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ก็เสนอตัวพร้อมที่จะให้การช่วยเหลือในเรื่องของเงินทุน ดังนั้นคงต้องนำข้อเสนอทั้งหมดมาพูดคุยกันว่าจะใช้แหล่งเงินทุนใด แต่ต้องรอให้น้ำลดก่อน
รัฐบาลก็คิดได้น่ะกับโครงการนิวไทยแลนด์ ตอนนี้ผมว่าคนในประเทศส่วนใหญ่ไม่ต้องการได้ยินข่าวอย่างนี้เท่าหนัก แต่ข่าวที่ผมว่าประชาชนอยากได้ยินจากรัฐบาลคือข่าวแบบ ว่า "ตอนนี้ทางเราสามารถป้องกัน ___ ได้แล้ว "  ผมก็ไม่รู้จริงว่ารัฐบาลกำลังคิดอ่ะไรกันอยู่ ในเวลาที่ประเทศยังอยู่ในสภาวะอย่างนี้ยังมีการคิดถึง นิวไทยแลนด์ กันอีก  ผมไม่ได้บอกว่าผมไม่ได้สนับสนุนน่ะแต่บ้างครั้งต้องดูเวลาการพูดการให้ข่าวแบบนี้ด้วย http://news.mthai.com/headline-news/138151.html

พูดถึงข่าว : นโยบายค่าแรง 300

ตุลาคม 24th, 2011 ไม่มีความเห็น
ผมยังจำนโยบาลหนึ่งได้ดีที่มีสามารถสร้างกระแส และ คะแนนนิยมจากประชาชนชาวไทยได้อยากมากมาย และสามารถนำชัยชนะมาแก่พรรคเพื่อไทยได้อยากสวยงามเลยทีเดียว แต่เมื่อบอกถึงนโยบายดีลึกๆแล้ว ผมกลับบอกว่ายังมีอีกรายๆอย่างที่อาจเกิดคิดตามมาหลังจากการประกาศขึ้นค่าแรงคือหนึ่งในสิ่งที่ผมคิดว่าหน้าจะเกิดขึ้นแน่นอนคือ ภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งผมอยากถามทีมที่คิดนโยบาบดีจริงๆว่าเอาไรคิดเพราะ นี้อาจทำให้ข้าวของต่างๆในตลาดแพงขึ้นอยากเห็นได้ชัด.... เรามาดูนิยามของคำว่าเงินเฟ้อ กันว่าคือ อ่ะไร เงินเฟ้อคือ  การที่ระดับราคาราคาของสินค้าหรือการบริการในช่วงระยะเวลาหนึ่งราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหน่วยวัดในรูปแบบของอัตราร้อยละจากดรรชนีราคา<ข้อมูลจาก http://accomthailand.wordpress.com/ >  เหตุผลของการณ์ที่เกิดเงินเฟ้อก็มีหลายสาเหตุหนึ่งที่ผมจะยกมาก็คือ ต้นทุนในการผลิตสินค้าสูงขึ้น (Cost-push inflation) ทำให้ผู้ผลิตต้องปรับราคาสินค้าขึ้น สาเหตุที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เช่น การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงาน การเกิดวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติ การเพิ่มกำไรของผู้ประกอบการ การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้านำเข้า ซึ่งอาจเพิ่มไปตามภาวะ ตลาดโลก หรือผลของอัตราแลกเปลี่ยน       ซึ่งถ้าเป็นการคิดค่าแรงตามปรกติอัตราเงินเฟ้อก็จะค่อยปรับตัวสูงขึ้นแบบไม่ค่อยมีผลกระทบ เพราะประชาชนสามารถมีเวลาในการปรับตัวและ ตั้งรับได้ ซึ่งการที่รัฐบาล มีนโยบายแบบนี้ก็เหมือนเป็นการเพิ่มอัตราเงินเฟ้อเข้าไปในตัวเพราะหลายๆโรงงานก็มีต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้น <เงินเดือน> ก็ช่วยกันวิเคราะห์กันหน่อยล่ะกันว่า นโยบาลดีมันจะดีหรือมันจะร้าย .... ผมไม่ได้มีอคติกับพรรคการเมือง นี้ หรืออย่างไรน่ะครับแต่ผมลองวิเคราะห์ในมุมมองของผมดูว่านโยบาลนี้เป็นอย่างไร ซึงคุณอาจมีมุมมองทีี่แตกต่างกันไปได้ ตามการวิเคราะห์แต่ละคน ยังไงก้ลองมา แชร์กัน ดูน่ะครับว่ามุมมองแต่ล่ะคนเป็นยังไง

พูดถึงข่าว : ‘Thaiflood’ประกาศ!ถอนตัวแตกหัก’ศปภ.’

ตุลาคม 22nd, 2011 ไม่มีความเห็น
นายปรเมศวร์  มินศิริ  ผู้ก่อตั้งเวปไซด์ www.thaiflood.com  เป็นการทำงานของภาคประชาชนที่ร่วมกับศูนย์ ศปภ. มาตั้งแต่แรก  ได้ประกาศขอถอนตัวจากศูนย์ ศปภ.ที่ดอนเมือง โดยให้เหตุผลว่าคงไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่ต่อเพราะถูกกีดกั้นด้านข้อมูล  และ ศปภ.ไม่ยอมรับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ถึงขนาดมีการโทรศัพท์มาขอเซ็นต์เซ่อร์ข้อมูลก่อนที่จะแถลงข่าว นอกจากนี้ยังเห็นว่า การบริหารจัดการที่ไม่เป็นเอกภาพ  ไม่มีการแจ้งข้อมูลต่อประชาขนอย่างเป็นระบบ เพื่อรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ทำให้กลุ่ม Thaiflood ต้องขอแยกตัวจาก ศปภ. ไปยังตึกสำนักงาน “ไซเบอร์เวิร์ล” ที่รัชดา พร้อมเตือนว่าภัยธรรมชาติเมื่อบวกกับการบริหารจัดการที่ไม่เป็นระบบก็จะกลายเป็นภัยพิบัติ เหตุการณ์ที่ Thaiflood ได้ตัดสินใจ ไม่รวมงานกับ ศปภ. คือการที่Thaiflood ออกแถลงการเตือนสถานการณ์น้ำท่วม กทม. ออกไป  กลับมีการโทรศัพท์จากภาครัฐบาลเข้ามาแสดงความไม่พอใจ  อยากให้ปรับเปลี่ยนท่าทีในการออกแถลงการณ์  เช่นข้อมูลบางอันก็ขอให้ส่งผ่าน ศปภ. ก่อนที่จะมีการนำเสนอ  ซึ่งตนบอกว่าทำไม่ได้  เพราะยามวิกฤติประชาชนกำลังรอข้อมูลเพื่อความอยู่รอด  แต่ศปภ. จะเอาข้อมูลไปกรองก่อน ตนเกรงว่า ข้อมูลอาจถูกบิดเบือนได้ เพราะมีความพยายามจะขอเซ็นต์เซ่อร์ข้อมูลของ Thaiflood อย่างไรก็ตาม เราพยายามเตือนประชาชนด้วยข้อเท็จจริง  ไม่ใช้คำที่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก  แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของการให้ข้อมูลจริงที่นำไปสู่การตัดสินใจได้ สิ่งที่ประชาชนไม่เคยได้รับคือมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐในการรองรับปัญหา  เช่นมีการประกาศแผนอพยพ  แต่ไร้แผนรองรับ  ทั้งที่ควรจะบอกชัดเจนก่อนว่าให้อพยพไปไหน  ไม่ใช่อยู่ ๆ น้ำเข้ามาแล้ว  ผู้คนแตกตื่นแต่ไม่รู้ว่าจะต้องอพยพไปไหน “วานนี้ (21 ต.ค.) นายกฯ แถลงว่าจะปล่อยน้ำให้ระบายผ่าน กทม. เราก็อยากฟังแผนการระบายน้ำเพื่อที่จะได้ช่วยคิดช่วยทำ  แต่ ศปภ.กลับแถลงแค่ขอเครื่องสูบน้ำจากภาคเอกชน  ผมเองยังเคยเสนอแผนการระบายน้ำอย่างเป็นระบบที่คลองเปรม ฯ มาแล้ว  ก็เห็นว่าที่ประชุม ศปภ. เอาไปพิจารณาและเอาไปทำ  ผมก็อยากจะเห็นแผนในลักษณะเดียวกันออกมาจากรัฐบาล  ผมไม่อยากเห็นเพียงว่าพอแก้ปัญหาไม่ได้เพราะไม่เป็นระบบ  สุดท้ายก็มาพูดแค่ว่าเราได้ทำเต็มความสามารถแล้วเท่านั้น”  ผู้ก่อตั้งไทยฝลัดกล่าว ต่อข้อถามว่าคาดการณ์ว่าคน กทม. จะพบกับอะไรในอนาคตภายใต้การบริหารจัดการของรัฐแบบนี้นั้น  นายปรเมศกล่าวว่า  ภัยธรรมชาติขนาดใหญ่ที่ยังมาไม่ถึง  เมื่อบวกกับการบริหารจัดการที่แย่มันก็จะกลายเป็นภัยพิบัติ
ขอเอาข่าวนี้มาพูดถึงหน่อยล่ะกันน่ะครับ  สำหรับข่าวนี้จุดที่ผม ขึ้นตัวอักษรเป็นสีแดงนั้นผมต้องการเน้นให้คนที่อ่่านได้จับใจความได้ง่ายขึ้นน่ะครับ ข่าวนี้ได้แสดงให้เห็นว่า ศปภ. ยังทำอ่ะไรหลายๆอย่างแบบไม่มีระบบระเบียบ และ ยังคงมีการไม่เผยแพร่ข้อมูลหลายๆอย่างให้แก่ประชาชนได้รับรู้ถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับ วิกฤษน้ำท่วม ครั้งนี้ < จะโดนข้อหามิ่ประมาณ ป่าวอ่ะเนี่ย >  และจากข่าวนี้ยังแสดงให้เห็นว่าหลายๆอย่างของการช่วยเหลือน้ำท่วมครั้งนี้ และ การทำงานของ ศปภ. เอ๊ง ยังคงมีการทำงานกันแบบ เกมการเมือง จากส่วนหนึ่งของข่าวที่กล่าวไวว่า  เหตุการณ์ที่ Thaiflood ได้ตัดสินใจ ไม่รวมงานกับ ศปภ. คือการที่Thaiflood ออกแถลงการเตือนสถานการณ์น้ำท่วม กทม. ออกไป  กลับมีการโทรศัพท์จากภาครัฐบาลเข้ามาแสดงความไม่พอใจ  อยากให้ปรับเปลี่ยนท่าทีในการออกแถลงการณ์   ซึ่งนี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ศปภ.  ทำงานกันยังไง บางท่านอาจคิดว่าผมฟังความข้างเดียว.... ผมพร้อมที่รอคำแก้ต่างจาก ศปภ. เสมอครับและพร้อมที่จะกลับคำพูดตัวเองถ้ว ศปภ. มีข้อมูลที่เชื่อถือ และ อยู่บนความเป็นจริง   ขอขอบคุณข่าวจาก  bangkokbiznews.com